มายากลลวงโลกแห่งศตวรรษที่ 20
เมื่อออสเตรียเปลี่ยน ‘ฮิตเลอร์’ ให้เป็นคนเยอรมัน และปั้น ‘เบโธเฟน’ ให้เป็นคนออสเตรีย
ประวัติศาสตร์ฉบับฟอกขาวมักท่องจำกันว่า ออสเตรียถูกกองทัพของอาณาจักรไรช์ที่ 3 บุกยึดครองอย่างโหดร้าย ทว่าภาพถ่ายและฟุตเทจทางประวัติศาสตร์ที่จัตุรัส Heldenplatz หน้าพระราชวัง Hofburg ณ กรุงเวียนนา กลับเล่าความจริงที่น่ากระอักกระอ่วน
วันที่ 15 มีนาคม 1938 ที่แห่งนี้ไม่ได้เงียบสงบเหมือนที่จอดรถม้าให้นักท่องเที่ยวในปัจจุบัน แต่มันคือเวทีแห่งความคลุ้มคลั่ง ชาวเวียนนากว่า 200,000 คน ยืนเบียดเสียดโห่ร้องต้อนรับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เสียงตะโกนสดุดีดังกึกก้อง ธงสวัสดิกะถูกประดับประดาโบกสะบัดทั่วทุกมุมเมือง
เหตุการณ์การผนวกดินแดน (Anschluss) ในวันนั้นถูกขนานนามว่า 'Blumenkrieg' หรือ สงครามดอกไม้ เพราะกองทัพเยอรมันที่เคลื่อนพลเข้ามาถูกต้อนรับด้วยช่อดอกไม้และรอยยิ้ม
ไม่มีกระสุนถูกยิงแม้แต่นัดเดียว
ตัวเลขทางสถิติยิ่งตอกย้ำความจริงที่ถูกลืม ผลประชามติในเดือนเมษายนออกมาว่า 99.7% "เห็นด้วย" กับการรวมดินแดน และมีชาวออสเตรียถึง 700,000 คน สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคนาซีด้วยความเต็มใจ ซึ่งเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อประชากรแล้ว สูงกว่าตัวเลขในเยอรมนีเสียอีก
สำหรับชาวเวียนนาในวันนั้น นี่ไม่ใช่การบุกยึด แต่คือการหวนคืนสู่มาตุภูมิ... ฮิตเลอร์ไม่ใช่ศัตรูผู้รุกราน แต่คือลูกหลานที่ "กลับบ้าน" เพื่อนำพาดินแดนแห่งนี้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
กระดาษแผ่นเดียว กับคาถาฟอกขาวระดับชาติ
มายากลบทต่อมาเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1943 ณ กรุงมอสโก
เมื่อกงล้อแห่งสงครามเริ่มเปลี่ยนทิศ ฝ่ายสัมพันธมิตรตระหนักดีว่า การจะบดขยี้เยอรมนีให้ราบคาบ จำเป็นต้องตัดทอนอำนาจและแยกออสเตรียออกมา เป้าหมายเชิงลึกคือการร่างเอกสารเพื่อ "ยุยงและปลุกปั่น" ให้ชาวออสเตรียลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของพรรคนาซี
นั่นคือจุดกำเนิดของ "Moscow Declaration" หรือ ปฏิญญามอสโก ในกระดาษประวัติศาสตร์แผ่นนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรได้บัญญัติประโยคทองคำ ที่กลายมาเป็นเครื่องรางคุ้มภัยของออสเตรียในเวลาต่อมา
ออสเตรียคือ ประเทศเสรีแห่งแรกที่ตกเป็นเหยื่อของการรุกรานจากเยอรมนี
แม้ โจเซฟ สตาลิน จะมองเห็นถึงความย้อนแย้งและยืนกรานให้เติมย่อหน้าติ่งท้ายไว้ว่า "ออสเตรียยังคงมีความรับผิดชอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการเข้าร่วมสงคราม" แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของ "ศิลปะการเลือกจำ" ที่แท้จริง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ออสเตรียเลือกที่จะอ่านเสียงดังๆ แค่บรรทัดแรก และฉีกบรรทัดสุดท้ายทิ้งไปอย่างถาวร
นี่คือวงประชุมประวัติศาสตร์ที่ให้กำเนิด "ปฏิญญามอสโก" ในปี 1943 และเป็นสถานที่ร่างประโยคทองคำที่พลิกชะตากรรมของออสเตรีย จากประเทศผู้สมรู้ร่วมคิด ให้กลายเป็น "เหยื่อรายแรก" ของนาซีได้อย่างแยบคาย
The Victim Myth: ศิลปะแห่งการโยนบาปข้ามพรมแดน
ทันทีที่เสียงปืนนัดสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองจบลง รัฐบาลออสเตรียชุดใหม่ได้หยิบยกข้อความจากปฏิญญามอสโก มาใส่ไว้ในคำประกาศเอกราชของตนเองแบบคำต่อคำ นี่คือจุดกำเนิดของวาทกรรม "ออสเตรียคือเหยื่อของสงคราม"
ผลประโยชน์ที่ตามมานั้นหอมหวานและมหาศาล ออสเตรียหลุดพ้นจากการต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามก้อนโต กระบวนการล้างบางนาซี (Denazification) ถูกดำเนินการอย่างหละหลวม ชะตากรรมของชาวยิวในออสเตรียกว่า 65,000 ชีวิตที่ไม่มีวันได้กลับบ้าน ถูกกวาดซุกไว้ใต้พรมแห่งความเงียบงัน
ในขณะที่เยอรมนีถูกแบ่งประเทศและแบกรับคำประณาม ออสเตรียกลับได้รับสถานะ "ประเทศที่ถูกปลดปล่อย" (Liberated) ไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม ความตลกร้ายขั้นสุดคือ อดีตสมาชิกพรรคและกองกำลังระดับสูงชาวออสเตรีย สามารถชุบตัวกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างหน้าตาเฉย โดยโยนตราบาปทั้งหมดข้ามพรมแดนไปให้คนเยอรมันแบกรับแต่เพียงผู้เดียว
นี่คือการเอาตัวรอดทางการทูตที่ชาญฉลาด ทรงประสิทธิภาพ และเลือดเย็นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
จารึกภาษาละตินสีทองบนซุ้มประตู Äußeres Burgtor ประกาศว่า "ความยุติธรรมคือรากฐานของอาณาจักร" (IUSTITIA REGNORUM FUNDAMENTUM) ซุ้มประตูแห่งนี้ยืนตระหง่านเป็นพยานเงียบให้กับประเทศที่เลือก "การลืม" มากกว่า "ความยุติธรรม" (ภาพ: Nookpixel)
วันที่หน้ากากเริ่มหลุดออกสู่สายตาชาวโลก
ออสเตรียใช้หน้ากาก "เหยื่อ" นี้ได้อย่างราบรื่นมากกว่า 40 ปี จนกระทั่งปี 1986 Kurt Waldheim อดีตเลขาธิการสหประชาชาติลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และนักสืบประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันขุดพบว่า Waldheim เคยเป็นนายทหารในกองทัพเวร์มัคท์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนาซีในบอลข่านที่ส่งผลให้พลเรือนถูกสังหาร
โลกประณาม สหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำ Waldheim ห้ามเข้าประเทศ
ออสเตรียถกเถียงกันดุเดือด
Waldheim ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 53.9%
เหตุการณ์นี้เป็นตัวฉายภาพว่าทฤษฎีเหยื่อฝังรากลึกในจิตสำนึกชาติออสเตรียไปมากขนาดไหน การเลือก Waldheim ของชาวออสเตรียในตอนนั้นไม่ได้แสดงว่าพวกเขาสนับสนุนนาซี แต่แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
บทสรุป: รากฐานที่แท้จริงของ "ความเป็นกลาง"
มายากลที่แนบเนียนระดับชาติ ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ความบริสุทธิ์
ประเทศที่บอกตัวเองว่าไม่เคยเป็นผู้ร้าย ย่อมง่ายกว่ามากในการประกาศว่าจะไม่เลือกข้าง
ความเป็นกลางของออสเตรียที่โลกยกย่องมาตลอด 70 ปีไม่ได้เริ่มต้นจากอุดมการณ์สันติภาพอันบริสุทธิ์ แต่เริ่มต้นจากกระดาษแผ่นหนึ่งในมอสโก ศิลปะแห่งการเลือกจำ และการสร้างเรื่องเล่าชาติที่แนบเนียนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การทูตโลก
นี่คือรากฐานของทุกอย่างที่จะตามมา... ทั้งการถูกหั่นเป็น 4 ชิ้น การกลายเป็น "เมืองหลวงแห่งสายลับ" และการแปลงร่างเป็นดินแดนแห่งสันติภาพและเสียงดนตรีอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ในบทความถัดไป (EP.2) เราจะมาดูกันว่า หลังจากสวมบท "เหยื่อ" ได้สำเร็จ เวียนนาต้องจ่ายราคาอะไรเป็นการแลกเปลี่ยน? เมื่อมหาอำนาจผู้ชนะสงครามทั้ง 4 ชาติ หยิบมีดขึ้นมาหั่นเค้ก 'Sachertorte' เพื่อแบ่งเมืองหลวงแห่งนี้ออกเป็น 4 ส่วน... บอกเลยว่าเกมการเมืองในยุคสงครามเย็นของเวียนนานั้น ดุเดือดและตลกร้ายกว่าที่คุณคิดแน่นอนค่ะ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References):
Moscow Declaration (1943) — The National Archives
The Anschluss and its Aftermath — Austrian State Archives
The Waldheim Affair and Austria's "Victim Myth" — Institute for Contemporary History

